วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕

 [๙๙๐] ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕ เป็นไฉน
ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕ คือ

 ๑. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ เมื่อใดแล อัตตานี้เพียบพร้อม พรั่งพร้อม บำรุงบำเรอ ด้วยกามคุณ ๕ อยู่ ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงชื่อว่า ได้บรรลุทิฏฐธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยม สมณะหรือ พราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติทิฏฐธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยมของสัตว์ผู้ปรากฏมีอยู่ ด้วย ประการอย่างนี้ 

๒. สมณะหรือพราหมณ์อื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าวอัตตาใด อัตตานี้มีอยู่แล เราจะได้กล่าวว่า อัตตานั้นไม่มีก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้จะชื่อว่าได้บรรลุทิฏฐธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยม ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หามิได้ ข้อนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ท่านผู้เจริญ เพราะกามทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็น ธรรมดา ความเศร้าโศก ความร่ำไห้ความทุกข์ ความโทมนัส ความคับแค้นใจ ย่อมเกิดขึ้น เพราะกามเหล่านั้นแปรปรวนเป็นอย่างอื่น ท่านผู้เจริญ เมื่อใดแล อัตตานี้สงัดจากกาม สงัด จากอกุศลธรรมแล้ว บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แลอัตตานี้จึง ชื่อว่า ได้บรรลุทิฏฐธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยม สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติทิฏฐ ธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยมของสัตว์ผู้ปรากฏมีอยู่ ด้วยประการอย่างนี้ ๓. สมณะหรือพราหมณ์อื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าวอัตตาใด อัตตานี้มีอยู่แล เราจะได้กล่าวว่า อัตตานั้นไม่มีก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้จะชื่อว่าได้บรรลุทิฏฐธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยม ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หามิได้ ข้อนั้นมีอะไรเป็นเหตุ วิตก วิจารใด มีอยู่ในปฐมฌานนั้น ปฐมฌานนี้ย่อมปรากฏเป็นของหยาบเพราะวิตกและวิจารนั้น ท่านผู้เจริญเมื่อใดแล อัตตานี้บรรลุทุติยฌาน อันเป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ ฯลฯ อยู่ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงชื่อว่า ได้บรรลุทิฏฐธัมมนิพพาน อันยอดเยี่ยม สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติทิฏฐธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยม ของสัตว์ ผู้ปรากฏมีอยู่ ด้วยประการอย่างนี้

๔. สมณะหรือพราหมณ์อื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าวอัตตาใด อัตตานี้มีอยู่แล เราจะได้กล่าวว่า อัตตานั้นไม่มีก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้จะชื่อว่าได้บรรลุทิฏฐธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยมด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หามิได้ ข้อนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ปีติ ความลำพองใจใด มีอยู่ในทุติยฌานนั้น ทุติยฌานนี้ย่อมปรากฏเป็นของหยาบ เพราะปีติและความลำพองใจนั้นท่านผู้เจริญ เมื่อใดแล เพราะคลายปีติได้อีกด้วย อัตตานี้ บรรลุตติยฌาน ฯลฯอยู่ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงชื่อว่าได้บรรลุทิฏฐธัมมนิพพาน อันยอดเยี่ยมสมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติทิฏฐธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยมของสัตว์ ผู้ปรากฏมีอยู่ ด้วยประการอย่างนี้ 

๕. สมณะหรือพราหมณ์อื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่าน กล่าวอัตตาใด อัตตานี้มีอยู่แล เราจะได้กล่าวว่า อัตตานั้นไม่มีก็มิได้ ท่านผู้เจริญ แต่ อัตตานี้ชื่อว่าได้บรรลุทิฏฐธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยม ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หามิได้ ข้อนี้มีอะไร เป็นเหตุ สุขและความนึกคิดทางใจใด มีอยู่ในตติยฌานนั้น ตติยฌานนี้ ย่อมปรากฏเป็นของ หยาบเพราะสุขและความนึกคิดทางใจนั้น เมื่อใดแล อัตตานี้บรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงชื่อว่าได้บรรลุทิฏฐธัมม นิพพานอันยอดเยี่ยม สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติทิฏฐธัมมนิพพานอันยอดเยี่ยม ของสัตว์ผู้ปรากฏมีอยู่ ด้วยประการอย่างนี้

หล่านี้เรียกว่า ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕ ฉักกนิเทศ

ภัย๕ เป็นไฉน ภัย๕



๙๘๙]

ภัย๕ เป็นไฉน ภัย๕ คือ

๑. ภัยเกิดแต่การเลี้ยงชีพ

๒. ภัยเกิดแต่การติเตียน

๓. ภัยคือความขลาดกลัว เมื่อเข้าสู่ที่ประชุม

๔. ภัยเกิดแต่มรณะ

๕. ภัยเกิดแต่อบาย


 เหล่านี้เรียกว่า ภัย๕

โทษแห่งความไม่อดทน ๕ คือ

โทษแห่งความไม่อดทน ๕ คือ


๑. ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของชนมาก
๒. มีเวรมาก
๓. มีโทษมาก
๔. ตายโดยความหลงลืม
๕. เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เหล่านี้เรียกว่า โทษแห่งความไม่อดทน ๕


http://etipitaka.com/read?keywords=%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2&language=thai&number=464&volume=35#

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บุคคลแม้เป็นอติบัณฑิต ก็ไม่รู้ถึงฐานะ ๕ อย่าง



บุคคลแม้เป็นอติบัณฑิต ก็ไม่รู้ถึงฐานะ ๕ อย่าง อันไม่มีนิมิตรในโลกนี้ คือ ชีวิต ๑ พยาธิ ๑ เวลา ๑ ที่ตาย ๑ ที่ไป ๑"








สมิทธิชาดก

ว่าด้วยการไม่รู้เวลาตาย

[๑๘๓] ดูกรภิกษุ ท่านยังไม่ทันได้บริโภคกามเลย มาเที่ยวภิกษาเสีย ท่าน จะบริโภคกามเสียก่อนแล้วจึงเที่ยวภิกษาไม่ดีหรือ ดูกรภิกษุ ท่านจง บริโภคกามเสียก่อนแล้วจึงเที่ยวภิกษาเถิด เวลาบริโภคกามอย่าล่วงเลย ท่านไปเสียเลย.

[๑๘๔] เรารู้เวลาตายไม่ได้โดยแท้ เวลาตายยังปกปิดอยู่ หาปรากฏไม่ เพราะ เหตุนั้น เราจึงไม่บริโภคกามแล้วเที่ยวภิกษา เวลากระทำสมณธรรมอย่า ล่วงเลยเราไปเสีย. จบ สมิทธิชาดก














ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดตโปทาราม เมืองราชคฤห์ ทรงปรารถพระสมิทธิเถระ ผู้ถูกนางเทพธิดาชักชวนให้เสพกาม ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...










กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีบำเพ็ญเพียรฌานสมาบัติอยู่ใกล้สระน้ำำในป่าหิมพานต์ วันหนึ่งท่านได้บำเพ็ญเพียรตลอดทั้งคืนพอสว่างแล้วจึงไปอาบน้ำในสระเสร็จแล้วได้มายืนอาบแดดอยู่ ในขณะนั้นมีเทพธิดานางหนึ่งมองเห็นรูปโฉมความงามของร่างกายท่านแล้วเกิดความรักและมีความกำหนัดขึ้น จึงพูดเชิญชวนเสียแล้ว ท่านเสพกามเสียก่อนแล้วจึงออกบวชจะไม่ดีกว่าหรือ ท่านอย่าได้ปล่อยให้วัยและเวลาเสพกามล่วงเลยไปเสีย ขอเชิญท่านมาเสพกามเถิด"ฤาษีโพธิสัตว์ได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวตอบเป็นคาถาว่า"เราไม่รู้เวลาตายของตนเลย เวลาตายยังปกปิดอยุ่หาปรากฎไม่ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บริโภคกามมาเที่ยวภิกขาจารอยู่ ขอเวลาบำเพ็ญสมณธรรมอย่าล่วงเลยเราไปเสีย บุคคลแม้เป็นอติบัณฑิต ก็ไม่รู้ถึงฐานะ ๕ อย่าง อันไม่มีนิมิตรในโลกนี้ คือ







ชีวิต ๑







พยาธิ ๑







เวลา ๑







ที่ตาย ๑







ที่ไป ๑"






เทพธิดาได้ฟังคำนั้นแล้วเกิดความละอายใจ ก็หายร่างไปจากที่ตรงนั้นทันที

http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt48.php



























วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

สังวร ๕

ความสำรวมทางธรรม๕ อย่าง คือ

ปาติโมกขสังวร

สติสังวร

ญาณสังวร

ขันติสังวร

และ วิริยสังวร.

พจนานุกรม อ.เปลื้อง ณ.นคร


http://www.online-english-thai-dictionary.com/?word=สังวร&d=2&m=0&p=1

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เบญจธรรม 5



เบญจธรรม 5 ประการ ได้แก่

เมตตากรุณา คือความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น
สัมมาอาชีวะ คือการประกอบสัมมาชีพ
กามสังวร คือการสำรวมในกาม
สัจจะคือการพูดความจริง
สติสัมปชัญญะ คือความระลึกได้และความรู้ตัว

อินทรีย์ 5



อินทรีย์ หรือ อินทรีย์ 5 คือ ความสามารถหลักทางจิต ห้า ประการ ได้แก่
สัทธินทรีย์ คือ ความศรัทธา ในโพธิปักขิยธรรม
วิริยินทรีย์ คือ ความเพียร ในสัมมัปปธาน
สตินทรีย์ คือ ความระลึกได้ ในสติปัฏฐาน
สมาธินทรีย์ คือ ความตั้งมั่น ในญาณ
ปัญญินทรีย์ คือ ความเข้าใจ ในอริยสัจ





อินทรีย์ 5 เป็นหลักธรรมที่คู่กับ พละ 5

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C_5

http://etipitaka.com/read?keywords=%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2&language=thai&number=797&volume=37

วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้เหมือนถูกเชิญไปอยู่ในสวรรค์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ 
ย่อมเป็นผู้เหมือนถูกเชิญไปอยู่ในสวรรค์ 
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ 

บุคคลเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ๑ 
เป็นผู้งดเว้นจากอทินนาทาน ๑
 เป็นผู้งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ๑ 
เป็นผู้งดเว้นจากมุสาวาท ๑ 
เป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้เหมือนถูกเชิญไปอยู่ในสวรรค์ ฯ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ควรคบเป็นมิตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม๕ ประการ ควรคบเป็นมิตรธรรม๕ ประการเป็นไฉนคือ

ภิกษุย่อมไม่ใช้ให้ทำการงาน ๑ ไม่ก่ออธิกรณ์ ๑ ไม่โกรธตอบต่อภิกษุผู้เป็นประธาน ๑ ไม่ประกอบการจาริกในที่ไม่ควรตลอดกาลนาน ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อยังภิกษุให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถาโดยกาลสมควร ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการนี้แล ควรคบเป็นมิตร ฯ

             เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ บรรทัดที่ ๔๐๐๐ - ๔๐๑๓. หน้าที่ ๑๗๔ - ๑๗๕. http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=4000&Z=4013&pagebreak=0              ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=22&i=146              สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ http://www.84000.org/tipitaka/read/?สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่_๒๒ http://www.84000.org/tipitaka/read/?index_22

สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕



สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้ ๕ อย่างเป็นไฉน?


คือ


สักกายทิฏฐิ ๑


วิจิกิจฉา ๑


สีลัพพตปรามาส ๑


กามฉันทะ ๑


พยาบาท ๑


ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้แล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุ ควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้





พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

หน้าที่ ๙๐/๔๖๙ข้อที่ ๓๔๘-๓๕๒


http://etipitaka.com/read?keywords=%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B4+%E0%B9%95+%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%89%E0%B8%99&language=thai&number=90&volume=19

เครื่องมุง ๕ อย่าง


เครื่องมุง ๕ อย่างคือ

ตัณหา

ทิฏฐิ

กิเลส

ทุจริต

อวิชชา





พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ข้อที่ ๖๕๐-๖๕๒http://etipitaka.com/search?page=44

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

มหาโจร ๕ จำพวก



มหาโจร ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก มหาโจร ๕ จำพวก เป็นไฉน

 ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาโจรบางคนในโลกนี้ ย่อมปรารถนาอย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอ เราจักเป็นผู้อันบุรุษร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว ท่องเที่ยวไปในคามนิคมและราชธานี เบียดเบียนเอง ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ตัดเอง ให้ผู้อื่นตัด เผาผลาญเอง ให้ผู้อื่นเผาผลาญ สมัยต่อมา เขาเป็นผู้อันบุรุษร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่ง แวดล้อมแล้วเที่ยวไปในคามนิคมและ ราชธานี เบียดเบียนเอง ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ตัดเอง ให้ผู้อื่นตัด เผาผลาญเอง ให้ผู้อื่น เผาผลาญฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมปรารถนาอย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอ เราจึงจักเป็นผู้อันภิกษุร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เที่ยวจาริกไปในคามนิคมและราชธานี อันคฤหัสถ์และบรรชิต สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร สมัยต่อมา เธอเป็นผู้ อันภิกษุร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เที่ยวจาริกไปในคามนิคมและราชธานี อันคฤหัสถ์ และบรรพชิตสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรงแล้ว ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๑ มีปรากฏอยู่ ในโลก 

๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ เล่าเรียน ธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว ย่อมยกตนขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก

๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมตามกำจัด
เพื่อนพรหมจารี ผู้หมดจด ผู้ประพฤติพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์อยู่ด้วยธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ พรหมจรรย์อันหามูลมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก

 ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมสงเคราะห์ เกลี้ยกล่อมคฤหัสถ์ทั้งหลาย ด้วยครุภัณฑ์ ครุบริขาร ของสงฆ์ คือ อาราม พื้นที่อาราม วิหาร พื้นที่วิหาร เตียง ตั่ง ฟูก หมอน หม้อโลหะ อ่างโลหะ กะถางโลหะ กะทะโลหะ มีด ขวาน ผึ่ง จอบ สว่าน เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้ามุงกะต่าย หญ้าปล้อง หญ้าสามัญ ดินเหนียว เครื่องไม้ เครื่องดิน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก 

๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีอยู่ อันไม่เป็นจริง นี้จัดเป็นยอดมหาโจร ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้น ฉันก้อนข้าวของชาว แว่นแคว้น ด้วยอาการแห่งคนขโมย. 


พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑
พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑
หน้าที่ ๓๓๓/๗๕๔ข้อที่ ๒๓๑

http://etipitaka.com/read?keywords=%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A3+%E0%B9%95+%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%81&language=thai&number=332&volume=1#

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ทิฏฐิ ๕



ทิฏฐิ ๕ เป็นไฉน ทิฏฐิ ๕ คือ


๑. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง กล่าวยืนยันดังนี้ว่า อัตตามีสัญญาเบื้องหน้าแต่ตายไม่แปรผัน

๒. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง กล่าวยืนยันดังนี้ว่า อัตตาไม่มีสัญญาเบื้องหน้า แต่ตายไม่แปรผัน 

๓. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง กล่าวยืนยันดังนี้ว่า อัตตามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญา ก็ไม่ใช่ เบื้องหน้าแต่ตายไม่แปรผัน

 ๔. ก็หรือว่า สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติความขาดสูญความพินาศ ความไม่มี ของสัตว์ซึ่งปรากฏมีอยู่


 ๕. ก็หรือว่า สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง กล่าวยืนยันทิฏฐธัมมนิพพาน


เหล่านี้เรียกว่า ทิฏฐิ ๕

ขันธ์ 5

เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ 5 เบญจขันธ์ 
หมายถึง กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกันเข้าเป็นชีวิต 

ขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ 

1. รูปขันธ์ กองรูป ส่วนที่เป็นรูป ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่าง ๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด 

2. เวทนาขันธ์ กองเวทนา ส่วนที่เป็นการเสวยรสอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ เมื่อรับรู้เกิดความพอใจ มนุษย์เรียกว่า สุข เมื่อรับรู้เกิดความไม่พอใจ มนุษย์เรียกว่า ทุกข์ เมื่อรับรู้แล้วไม่ทุกข์ไม่สุข เรียกว่า อุเบกขา 

3. สัญญาขันธ์ กองสัญญา ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้น ๆได้ ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ 6 เช่น เสียงดัง รูปสวย กลิ่นหอม รสหวาน ร้อน และดีใจ 

4. สังขารขันธ์ กองสังขาร ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลาง ๆ คุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต 

5. วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์ ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง 6 อายตนะแปลว่า บ่อเกิดหรือสื่อสัมพันธ์ บ่อเกิดหรือสื่อสัมพันธ์ ของอายตนะทั้งสองแล้วเกิดอารมณ์ขึ้น อายตนะมีตาเป็นต้น เมื่อสัมผัสกับรูปแล้ว ก็ติดต่อสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องถึงประสาทเข้ามาหาใจ แล้วใจก็รับเอามาเป็นอารมณ์ ถ้าดีก็ชอบใจ สนุก เพลิดเพลิน ถ้าไม่ดีก็ไม่ชอบใจ คับแค้นเป็นทุกข์โทมนัสต่อไป อายตนะ ประกอบด้วย อายตนะภายใน 6 และอายตนะภายนอ 6 หู ที่เสียงดังมากระทบ เรียกว่า โสตวิญญาณ ตา ที่เห็นวัตถุรูป เรียกว่า จักษุวิญญาณ จมูก ที่ดมกลิ่นสารพัดทั้งปวง เรียกว่า ฆานวิญญาณ ลิ้น ที่รับรสทุก ๆ อย่างที่มาสัมผัส เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ กาย ที่ถูกสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอันจะรู้ได้ทางกาย เรียกว่า กายวิญญาณ ใจ ความรู้สึกนึกคิดในอารมณ์นั้น ๆ เรียกว่า มโนวิญญาณ

อนันตริยกรรม. ๕

อนันตริยกรรม ๕ เป็นไฉน อนันตริยกรรม ๕ คือ
 ๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
 ๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา 
๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ 
๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้น 
๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน เหล่านี้เรียกว่า อนันตริยกรรม ๕